หยุดเติมสารพิษลงสู่ท้องทะเล วิธีรักษาท้องทะเล

ทะเลของเราทุกวันนี้กำลังตกอยู่ในปัญหา ประชากรปลาของโลกลดลงไปถึงเกือบร้อยละ 90 ปะการังทั่วโลกตายไปถึงหนึ่งในสาม เขตมรณะในมหาสมุทธ หรือ Dead Zone ขยายพื้นที่ไปตามบริเวณต่างๆทั่วโลก แม้ว่าสถานการณ์ในตอนนี้จะอยู่ในขั้นวิกฤติ แต่ก็ยังมีอีกหลายๆ เหตุผลที่ทำให้มนุษยชาติยังคงมีความหวังในการที่จะหาทางแก้ไขปัญหา และกู้มหาสมุทรของเรากลับคืนมา

มลภาวะทางทะเลมีหลายรูปแบบ ตั้งแต่น้ำมันหลายล้านแกลลอนที่รั่วไหลมาจากถนนหนทาง จนถึงแพขยะใหญ่แปซิฟิก แต่มลพิษที่เลวร้ายที่สุดคือ ก๊าซไนโตรเจนและสารฟอสฟอรัสที่มาจากปุ๋ยและสิ่งปฏิกูล เมื่อก๊าซและสารเหล่านั้นถูกชะล้างไหลลงสู่ทะเลชายฝั่งสาหร่ายทะเลเมื่อได้รับก๊าซและสารเหล่านั้นก็จะเติบโตอย่างหนาแน่น เมื่อสาหร่ายตายและย่อยสลายก๊าซออกซิเจนในน้ำจะถูกดึงนำมาใช้ และทำให้สัตว์น้ำขาดออกซิเจนและตายไป ปรากฏการณ์นี้มีชื่อว่า “ปรากฏการณ์น้ำทะเลเปลี่ยนสี” หรือ “Eutrophication” ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ก่อให้เกิดเขตมรณะอย่างน้อย 450 แห่งทั่วโลก

สิ่งปฏิกูลจากมนุษย์เป็นสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดปรากฏการณ์น้ำทะเลเปลี่ยนสีในประเทศที่กำลังพัฒนา แต่ในประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศในทวีปยุโรป และสาธารณะรัฐประชาชนจีน สิ่งปฏิกูลจากสัตว์และปุ๋ยเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด เฉพาะในเขตสหรัฐฯ ไก่จำนวน 10 ล้านตัว โค 80 ล้านตัวและสุกร 149 ล้านตัว ผลิตมูลสัตว์จำนวน 500 ล้านตันต่อปี นอกจากนี้ ยังมีการใช้ปุ๋ยสังเคราะห์อีก55 ล้านตัน ปฏิกูลและปุ๋ยเหล่านี้จะถูกชะล้างลงสู่พื้นที่ลุ่ม ผลที่เกิดขึ้นคือเขตมรณะที่ใหญ่ที่สุดของโลกเริ่มแผ่ขยายจากปากแม่น้ำมิซซิสซิปปี้ โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อน ซึ่งเป็นช่วงฤดูเกษตรกรรมในเขตตะวันออกกลางของสหรัฐฯ เขตมรณะอาจจะขยายใหญ่ได้เท่ากับรัฐนิวเจอร์ซีย์

กระบวนการผันกลับเดียวกันสามารถเกิดขึ้นได้โดยที่ไม่ต้องมีประเทศใดล่มสลาย การพัฒนาระบบบำบัดน้ำเสีย และข้อจำกัดต่างๆ ในการใช้ปุ๋ยจากมูลสัตว์สามารถช่วยได้ อีกสิ่งหนึ่งที่สามารถช่วยได้มากคือการไถพรวน ในช่วงเวลากว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา เกษตรกรได้ใช้วิธีการทำการเกษตรแบบไม่ต้องไถพรวน ในเขตพื้นที่เกษตรกรรมร้อยละ 36 ของพื้นที่ทั้งหมดในสหรัฐฯเกษตรกรปล่อยให้โคนต้นไม้และรากไม้จากฤดูเกษตรในปีก่อนไว้ในพื้นที่ จากนั้นหว่านเมล็ดพืชด้วยเครื่องหว่านเมล็ดพืชรุ่นใหม่ และฝั่งปุ๋ยใต้ผิวดินด้วยเครื่องฉีดปุ๋ยแบบใหม่ ด้วยวิธีนี้ เกษตรกรช่วยลดปริมาณการปล่อยสารฟอสฟอรัสถึงร้อยละ 40 ก๊าซไนโตรเจนถึงร้อยละ 98 ประหยัดการใช้พลังไปได้ถึงครึ่งหนึ่ง

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับภัยเงียบใต้ท้องทะเลกับแนวปะการังฟอกขาว

ปะการังฟอกขาว เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติซึ่งเป็นผลกระทบต่อเนื่องมาจากปรากฏการณ์ El Nino ส่งผลให้ปะการังชนิดต่าง ๆ รวมถึงสิ่งมีชีวิตในแนวปะการังอีกหลายชนิด เช่น ดอกไม้ทะเล หอยมือเสือ และอื่นๆ มีสีซีดลง ซึ่งปะการังและสิ่งมีชีวิตในแนวปะการังชนิดที่จะเกิดการฟอกขาวได้นั้น จะมีลักษณะการดำรงชีวิตแบบพึ่งพาอาศัยกับสาหร่ายเซลล์เดียวขนาดเล็กที่ชื่อ ซูแซนเทลลี่ (Zooxanthellae) ทั้งนี้การฟอกขาวจึงเกิดขึ้นจากการสูญเสียสาหร่ายเซลล์เดียวขนาดเล็กที่อาศัยอยู่ในเนื้อเยื่อชั้นในของปะการัง ซึ่งทำหน้าที่สังเคราะห์แสง สร้างพลังงานและสร้างสีสันให้กับร่างที่มันอาศัยเพื่อช่วยในการป้องกันเนื้อเยื่อของสัตว์ที่มันอาศัยอยู่ไม่ให้ถูกเผาโดยรังสีจากดวงอาทิตย์ เนื่องจากสาหร่ายเซลล์เดียวชนิดดังกล่าวผลิตออกซิเจนในปริมาณมากเกินไป จะทำให้ออกซิเจนเหล่านั้นเป็นพิษต่อปะการัง ด้วยเหตุนี้ปะการังจึงต้องปรับตัวโดยการขับสาหร่ายออกมาเพื่อลดปริมาณออกซิเจน ทำให้เกิดการซีดขาวและตายลงได้ในที่สุด ปะการังเหล่านั้นจะเหลือเพียงเนื้อเยื่อใส ๆ เผยให้เห็นสีขาวของหินปูนซึ่งเป็นโครงสร้างของปะการัง สาเหตุที่ก่อให้เกิดปรากฏการณ์แนวปะการังฟอกขาวเป็นวงกว้างทั่วโลก มักเกิดจากการที่อุณหภูมิน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นกว่าระดับอุณหภูมิสูงสุดตามภาวะปกติ และมีสาเหตุส่วนใหญ่มาจากการที่สภาพภูมิอากาศของโลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น ส่งผลให้น้ำทะเลมีอุณหภูมิสูงขึ้นตามไปด้วย ถึงแม้ปะการังแม้จะอยู่ใต้ทะเลแต่พังหรือเสื่อมสลายไปก็จะทำให้ถิ่นที่อยู่อาศัยของปลาทะเลน้อยใหญ่หมดสิ้นไป ห่วงโซ่อาหารขาดตอน การขยายพันธุ์ไม่สามารถทำได้ ซึ่งจะส่งผลให้การหาอาหารทะเลเป็นไปได้ยากขึ้น และจะนำมาซึ่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพ การตลาด และเศรษฐกิจ

ดังนั้นสิ่งที่ควรดำเนินการเป็นอันดับแรกสำหรับพื้นที่ที่เกิดการฟอกขาวของปะการัง คือ การจัดการคุณภาพน้ำควบคู่ไปกับการเพิ่มความระมัดระวังในการใช้ประโยชน์จากแนวปะการังที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อช่วยการฟื้นฟูตัวของปะการังให้กลับคืนมาโดยเร็ว โดยจะต้องมีการร่วมมือกันกับทุกฝ่าย ร่วมทั้งผู้ประกอบการธุรกิจดำน้ำและนักดำน้ำที่สนใจการอนุรักษ์ปะการัง โดยจัดทำเครือข่ายการมีส่วนร่วมในการแจ้งเตือนและรายงานสถานการณ์ปะการังฟอกขาวในทุกพื้นที่ เพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหาปะการังฟอกขาวอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

แนวโน้มของเทคโนโลยี และความมั่นคงทางทะเลต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์


ทะเลนับเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์ของประเทศอย่างมาก โดยแต่ละประเทศมีการใช้ทะเลในลักษณะต่างๆ เช่น ใช้เป็นเส้นทางคมนาคม เป็นแหล่งกำเนิดสมุททานุภาพ (SEA POWER) เป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งมีชีวิตและไม่มีชีวิต เป็นแหล่งเพาะพันธ์สัตว์น้ำและแพร่กระจายสัตว์น้ำ เป็นที่แสดงอำนาจ/ขีดความสามารถของกำลังของประเทศ เป็นที่สะสม ซ่อนพราง และทดลองอาวุธ เป็นแหล่งท่องเที่ยวและเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ เป็นแหล่งอากาศบริสุทธิ์  เป็นแหล่งทิ้งของเสีย ซึ่งในส่วนของประเทศไทยได้รับผลประโยชน์ที่เกิดจากทะเลสูงถึงปีละ 7.4 ล้านล้านบาท

การศึกษาปรากฏการณ์ธรรมชาติทางทะเลและรูปแบบการพัฒนาและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเลและการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมทางทะเลที่มีการใช้ความหลากหลายของวิธีการทักษะและอุปกรณ์โดยทั่วไป มหาสมุทรพลังงานการพัฒนาทรัพยากรและการใช้ประโยชน์ของมหาสมุทรและการเปลี่ยนแปลงของโลกสิ่งแวดล้อมทางทะเลและการศึกษาระบบนิเวศของมนุษย์รักษาความอยู่รอดและการพัฒนาของพวกเขาที่จะขยายพื้นที่อยู่อาศัยใช้ประโยชน์จากทรัพยากรล่าสุดนี้สมบัติที่อุดมไปด้วยโลกของการปฏิบัติมากที่สุด ทางเดิน ทางทะเลการพัฒนาต้องได้รับช่วงใหญ่ถูกต้องของข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมทางทะเลที่จำเป็นสำหรับการสำรวจก้นทะเลการสุ่มตัวอย่างการก่อสร้างใต้น้ำและอื่น ๆ เพื่อให้บรรลุงานเหล่านี้คุณจะต้องให้การสนับสนุนในช่วงของการพัฒนาเทคโนโลยีทางทะเลรวมทั้งทะเลลึกการสำรวจการดำน้ำทะเลระยะไกลทางทะเลนำทาง

การแปรสภาพลงไปในมหาสมุทรน้ำจืดจะกลับไม่ได้ การขาดแคลนทรัพยากรน้ำจืดในตะวันออกกลางใส่มานานหลายทศวรรษที่ผ่านมากลั่นน้ำทะเลเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพของการได้รับทรัพยากรน้ำจืด ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นอย่างแข็งขันสร้างโรงงานกลั่นน้ำทะเลเพื่อตอบสนองคนในปัจจุบันและความต้องการในอนาคตสำหรับน้ำจืด ทั่วโลกรวมเกือบ 8,000 โรงกลั่นน้ำทะเลที่ผลิตประจำวันมากกว่า 6 พันล้านลูกบาศก์เมตรของน้ำจืด เมื่อเร็ว ๆ นี้ oceanographers รัสเซียสอบสวนเพื่อระบุที่ด้านล่างของมหาสมุทรของโลกที่ยังมีความอุดมสมบูรณ์มากในน้ำจืดและเงินสำรองของ บริษัท ประมาณ 20% ของน้ำทั้งหมด มันเป็นมนุษย์ในการแก้วิกฤติน้ำจืดที่แสดงให้เห็นถึงอนาคตที่สดใส

ลึกของท้องทะเล
ลึกหมายถึงความลึกมากกว่า 6,000 เมตรจากน้ำทะเล ความลึกกว่า 6,000 เมตรในโลกมี 30 สถานที่คูน้ำที่พื้นมหาสมุทรในมหาสมุทรแปซิฟิกกว่า 20, ความลึกของร่องลึกบาดาลมาเรียนา 11,000 เมตรเป็นน่านน้ำที่ลึกที่สุดเท่าที่เคยพบ สำรวจทะเลลึกสำหรับการวิจัยระบบนิเวศในทะเลลึกและการใช้ประโยชน์เช่นเดียวกับการทำเหมืองแร่ในทะเลลึกโครงสร้างทางธรณีวิทยาของการวิจัยในทะเลลึกทั้งหมดที่มีความสำคัญสำคัญมาก มหาสมุทรระยะไกลเทคโนโลยีส่วนใหญ่รวมทั้งแสงไฟฟ้าและข้อมูลอื่น ๆ ที่เป็นผู้ให้บริการข้อมูลและผู้ให้บริการที่มีสองเสียงระยะไกลเทคโนโลยีโอเชี่ยนอะคูสติกเทคโนโลยีมหาสมุทรระยะไกลคือการตรวจสอบวิธีที่มีประสิทธิภาพมาก การใช้เทคโนโลยีการตรวจจับคลื่นเสียงระยะไกลที่สามารถตรวจจับเรือดำน้ำภูมิประเทศปรากฏการณ์แบบไดนามิกทะเลสังเกตสำหรับส่วนการสำรวจชั้นหินใต้ทะเลเช่นเดียวกับการดำน้ำที่มีการนำการหลีกเลี่ยงการชนกันใต้น้ำรูปร่างข้อมูลการติดตาม

มหาสมุทรระยะไกลเป็นเทคโนโลยีที่หมายถึงความสำคัญของการตรวจสอบสิ่งแวดล้อมทางทะเล เทคโนโลยีดาวเทียมระยะไกลโดย leaps และขอบเขตที่จะให้มนุษย์ที่มีช่วงกว้างของการสังเกตทางทะเลจากปรากฏการณ์ดังกล่าวพื้นที่ ขณะนี้สหรัฐอเมริกา, ญี่ปุ่น, รัสเซียและประเทศอื่น ๆ ได้เปิดตัวกว่า 10 ดาวเทียมทุ่มเทดาวเทียมทางทะเลสำหรับเทคโนโลยีมหาสมุทรระยะไกลที่จะให้การสนับสนุนแพลตฟอร์มที่เป็นของแข็ง

ทะเลเรืองแสง ความงามแห่งท้องทะเลยามค่ำคืน

เมื่อมองท้องทะเลจะเห็นว่าน้ำทะเลมีสีต่างๆ กัน เช่น สีเขียว สีน้ำเงิน ซึ่งบางคนบอกว่าเพราะทะเลมีความลึกต่างกัน หรือเกี่ยวกับสัตว์ทะเลบางชนิด ซึ่งสาเหตุที่เรามองเห็นท้องทะเลเป็นสีต่างๆ นั้นเกิดจากสาเหตุใด

มหัศจรรย์แห่งท้องทะเลยามค่ำคืน
แสงสวยงามที่ระยิบระยับตามแนวชายหาดของ มัลดีฟส์ยามค่ำคืนอาจจะเหมือนเป็นแสงจากดวงดาวที่อยู่บนท้องฟ้า แต่ที่จริงแล้ว คือ จุลินทรีย์ทางทะเล หรือ แพลงก์ตอนพืชที่เรืองแสงอยู่ในน้ำนั่นเอง ทำให้เกิดแสงสีน้ำเงินสวยน่าตื่นตาตื่นใจตามชายหาด ส่วน ทะเลเรืองแสง ในทะเลสาบกิ๊ปส์แลนด์ ที่ออสเตรเลีย ที่เปลี่ยนทะเลสาบในยามค่ำคืนให้กลายเป็นทะเลที่ถูกแต้มสีฟ้าเรืองแสงได้อย่างไม่น่าเชื่อเช่นกัน

ทะเลเรืองแสง ที่หมู่เกาะมัลดีฟส์ ที่ถูกบันทึกได้โดย Doug Perrine ซึ่งภาพดังกล่าวเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ ทะเลสีฟ้าเรืองแสงยามค่ำคืนที่ Vaadhoo ซึ่งเป็นหนึ่งในหมู่เกาะในมัลดีฟส์ ส่วน ฟิล ฮาร์ต ช่างภาพชาวออสเตรเลียวัย 34 ปี ที่ใช้โหมดความเร็วชัตเตอร์ต่ำ บันทึกภาพทะเลสาบที่เต็มไปด้วยแพลงก์ตอนเรืองแสง ระหว่างที่เขากำลังสนุกกับเพื่อนในทะเลสาบกิ๊ปส์แลนด์ รัฐวิคตอเรีย ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเป็นทะเลสาบที่มีแพลงก์ตอนอยู่มาก และมักจะเรืองแสงให้เห็นกันมากมายตลอดช่วงค่ำคืน โดยภาพที่เขาถ่ายออกมานั้น ปรากฏเป็นแสงสีฟ้าเรืองออกมาบริเวณผิวน้ำ และมันก็สร้างความน่าทึ่งเป็นอย่างมาก

แสงดังกล่าวนี้เกิดจาก แพลงตอนพืช และสัตว์ขนาดเล็ก ที่เรียกกว่า Bioluminescent Dinoflagellates กว่า 720,000 เซล ต่อน้ำหนึ่งแกลลอน ด้วยการที่แพลงตอนพืช Bioluminescent Dinoflagellates มันจะสะสมพลังงานจากแสงอาทิตย์เอาไว้ในตอน­กลางวัน และจะปล่อยแสงสีน้ำเงินออกมาในตอนกลางคืน เมื่อมีการสั่นสะเทือนของน้ำ ดังนั้นเมือเราสัมผัสหรือทำให้เกิดความเคล­ื่อนไหวของน้ำจึงจะเกิดแสงสีฟ้าเขียวสวยงา­ม

มาพักผ่อนด้วยกันกับกิจกรรมดำน้ำดูปะการังที่เกาะทะลุ

หากจะนึกถึงกิจกรรมที่ขาดไม่ได้สำหรับการเดินทางมาพักผ่อนทางทะเลแล้ว กิจกรรมดำน้ำดูปะการังน่าจะเป็นกิจกรรมแรกที่ทุกคนให้สนใจ เนื่องจากเป็นสถานที่ดำน้ำอีกแห่งหนึ่งที่มีแนวปะการังที่สวยงามหลากสีสรร รวมถึงฝูงปลานานาชนิด อันประกอบไปด้วยเกาะใหญ่น้อย ซึ่งแต่ละเกาะก็จะมีแนวปะการังแตกต่างกันไปหลากหลายชนิด

เกาะทะลุ เป็นแหล่งดำน้ำดูปะการังน้ำตื้นชั้นดีที่มีปะการังสวยงามนานาชนิด

อีกทั้งยังอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพ และที่สำคัญคือราคาค่าบริการดำน้ำดูปะการังถูกมากหรือถูกที่สุดเมื่อเทียบกับแหล่งดำน้ำอื่นๆของประเทศไทย อีกทั้งยังหาที่พักที่หัวหิน ชะอำ หรือที่พักแถวปราณบุรีซึ่งอยู่ไม่ไกลพักผ่อนได้อีกด้วย แต่ถ้าจะเลือกที่พักที่ใกล้และสะดวกมากที่สุดในการดำน้ำก็จะต้องเลือกใช้บริการที่พักบริเวณหาดบางเบิด ซึ่งจะใกล้และสะดวกในการเดินทางมากที่สุด และหากท่านอยู่ริมทะเลในอ่าวบางสะพานและบางสะพานน้อย ไม่ว่าช่วงไหน คือตั้งแต่อ่าวแม่รำพึงจนถึงหาดบางเบิด จะมองเห็นเกาะทะลุ ซึ่งเป็นเกาะใหญ่อยู่ห่างจากชายฝั่งไปไม่ไกล บนเกาะมีถ้ำทะลุจากด้านหนึ่งของเกาะไปยังอีกด้านหนึ่ง ซึ่งเป็นจุดเด่นและที่มาของชื่อเกาะทะลุ บนเกาะทะลุมีชายหาดสวยงามสี่แห่ง มีแหล่งปะการังน้ำตื้นสวยงามให้ชมอยู่รอบเกาะ แถมปลายังชุกชุมซะด้วย

ห่างจากอำเภอบางสะพานใหญ่ประมาณ10กิโลเมตร มีที่ท่องเที่ยวทางทะเลที่น่าสนใจคือระแวกเกาะทะลุ และชายหาดต่างๆบริเวณเกาะ เป็นที่เที่ยวทางทะเล ต้องใช้เรือในการเดินทางมาถึง โดยมีเกาะทะลุเป็นที่เที่ยวหลักสำหรับดำน้ำดูประการัง  บริเวณเกาะทะลุนั้นก็ขนาดไม่ใหญ่มากชายหาดจะยาวประมาณ 500 เมตร มีหาดทรายขาวสวยประมาณ2-3 จุด และสิ่งที่นักท่องเที่ยวสนใจที่จะมาที่นี่ก็คือการมาเพื่อดำน้ำดูปะการังน้ำตื้นที่มีสีสันสดใสแปลกตาไม่เหมือนที่อื่นๆ น้ำทะเลบริเวณจุดชมประการังนั้นใสมากๆ เป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก น้ำก็ไม่ลึกมากนัก ประมาณ 1-2 เมตร

นอกจากนี้ยังมีชายหาดอื่นๆที่อยู่บนฝั่งชายทะเลบางสะพานน้อย ที่น่าสนใจอีกหลายชายหาด เช่น หาดปากคลองบางสะพานน้อย และชายหาดบางจุดอาจอยู่ใกล้ชุมชนชาวประมงอาศัยอยู่ที่นี่ หาดที่น่าสนใจ ตัวอย่างเช่น หาดฝั่งแดงซึ่งมีหาดทรายและหน้าผาริมหาดเป็นสีแดงของภูเขาริมทะเล หรืออาจจะแวะไปเที่ยวทะเล แถวบางเบิดก็ได้ ซึ่งเป็นด้านปลายสุดทางด้านใต้ของชายทะเล จังหวัดประจวบฯ ซึ่งมีอนาเขตติดกับ อ.ประทิว จ.ชุมพร ซึ่งก็มีชายหาดสวยงามน่าชมหลายที่อยู่เหมือนกัน  และในแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากจะมาเยือนเกาะทะลุราว 50,000 – 100,000 คน เนื่องจากบริเวณเกาะทะลุเป็นเขตสงวนฉะนั้นจึงไม่มีชาวบ้านอาศัยอยู่