มาพักผ่อนด้วยกันกับกิจกรรมดำน้ำดูปะการังที่เกาะทะลุ

หากจะนึกถึงกิจกรรมที่ขาดไม่ได้สำหรับการเดินทางมาพักผ่อนทางทะเลแล้ว กิจกรรมดำน้ำดูปะการังน่าจะเป็นกิจกรรมแรกที่ทุกคนให้สนใจ เนื่องจากเป็นสถานที่ดำน้ำอีกแห่งหนึ่งที่มีแนวปะการังที่สวยงามหลากสีสรร รวมถึงฝูงปลานานาชนิด อันประกอบไปด้วยเกาะใหญ่น้อย ซึ่งแต่ละเกาะก็จะมีแนวปะการังแตกต่างกันไปหลากหลายชนิด

เกาะทะลุ เป็นแหล่งดำน้ำดูปะการังน้ำตื้นชั้นดีที่มีปะการังสวยงามนานาชนิด

อีกทั้งยังอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพ และที่สำคัญคือราคาค่าบริการดำน้ำดูปะการังถูกมากหรือถูกที่สุดเมื่อเทียบกับแหล่งดำน้ำอื่นๆของประเทศไทย อีกทั้งยังหาที่พักที่หัวหิน ชะอำ หรือที่พักแถวปราณบุรีซึ่งอยู่ไม่ไกลพักผ่อนได้อีกด้วย แต่ถ้าจะเลือกที่พักที่ใกล้และสะดวกมากที่สุดในการดำน้ำก็จะต้องเลือกใช้บริการที่พักบริเวณหาดบางเบิด ซึ่งจะใกล้และสะดวกในการเดินทางมากที่สุด และหากท่านอยู่ริมทะเลในอ่าวบางสะพานและบางสะพานน้อย ไม่ว่าช่วงไหน คือตั้งแต่อ่าวแม่รำพึงจนถึงหาดบางเบิด จะมองเห็นเกาะทะลุ ซึ่งเป็นเกาะใหญ่อยู่ห่างจากชายฝั่งไปไม่ไกล บนเกาะมีถ้ำทะลุจากด้านหนึ่งของเกาะไปยังอีกด้านหนึ่ง ซึ่งเป็นจุดเด่นและที่มาของชื่อเกาะทะลุ บนเกาะทะลุมีชายหาดสวยงามสี่แห่ง มีแหล่งปะการังน้ำตื้นสวยงามให้ชมอยู่รอบเกาะ แถมปลายังชุกชุมซะด้วย

ห่างจากอำเภอบางสะพานใหญ่ประมาณ10กิโลเมตร มีที่ท่องเที่ยวทางทะเลที่น่าสนใจคือระแวกเกาะทะลุ และชายหาดต่างๆบริเวณเกาะ เป็นที่เที่ยวทางทะเล ต้องใช้เรือในการเดินทางมาถึง โดยมีเกาะทะลุเป็นที่เที่ยวหลักสำหรับดำน้ำดูประการัง  บริเวณเกาะทะลุนั้นก็ขนาดไม่ใหญ่มากชายหาดจะยาวประมาณ 500 เมตร มีหาดทรายขาวสวยประมาณ2-3 จุด และสิ่งที่นักท่องเที่ยวสนใจที่จะมาที่นี่ก็คือการมาเพื่อดำน้ำดูปะการังน้ำตื้นที่มีสีสันสดใสแปลกตาไม่เหมือนที่อื่นๆ น้ำทะเลบริเวณจุดชมประการังนั้นใสมากๆ เป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก น้ำก็ไม่ลึกมากนัก ประมาณ 1-2 เมตร

นอกจากนี้ยังมีชายหาดอื่นๆที่อยู่บนฝั่งชายทะเลบางสะพานน้อย ที่น่าสนใจอีกหลายชายหาด เช่น หาดปากคลองบางสะพานน้อย และชายหาดบางจุดอาจอยู่ใกล้ชุมชนชาวประมงอาศัยอยู่ที่นี่ หาดที่น่าสนใจ ตัวอย่างเช่น หาดฝั่งแดงซึ่งมีหาดทรายและหน้าผาริมหาดเป็นสีแดงของภูเขาริมทะเล หรืออาจจะแวะไปเที่ยวทะเล แถวบางเบิดก็ได้ ซึ่งเป็นด้านปลายสุดทางด้านใต้ของชายทะเล จังหวัดประจวบฯ ซึ่งมีอนาเขตติดกับ อ.ประทิว จ.ชุมพร ซึ่งก็มีชายหาดสวยงามน่าชมหลายที่อยู่เหมือนกัน  และในแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากจะมาเยือนเกาะทะลุราว 50,000 – 100,000 คน เนื่องจากบริเวณเกาะทะลุเป็นเขตสงวนฉะนั้นจึงไม่มีชาวบ้านอาศัยอยู่

แนวปะการังในบริเวณเกาะง่ามซึ่งอยู่ในปากอ่าวสลักเพชรทางใต้ของเกาะช้าง

หมู่เกาะช้างอยู่ห่างไกลจากปากแม่น้ำขนาดใหญ่ที่จะทำให้เกิดการทับถมของตะกอนโคลนเลน จึงทำให้ หมู่เกาะเหล่านั้นเต็มไปด้วยหาดทรายที่ขาวสะอาด น้ำทะเลใสสวย และอุดมสมบูรณ์ด้วยสรรพชีวิตใต้ท้องทะเล โดยเฉพาะสิ่งมีชีวิตในแนวปะการัง ซึ่งในบริเวณเกาะช้างทางด้านเหนือบริเวณอ่าวคลองสนเป็นแนวปะการัง ยาวประมาณ 40 เมตร อยู่ห่างจากชายฝั่ง 40 เมตร แนวปะการังมีความลาดเอียงน้อยมาก ปะการังที่พบได้แก่ ปะการังโขด ปะการังแกแล็กซี่ ปะการังลายดอกไม้ ด้านนอกของแนวปะการังออกไปประมาณ 200 เมตร เป็นแปลงของหญ้าทะเลซึ่งมีขนาดกว้างพอสมควร บริเวณด้านทิศใต้ของเกาะช้างน้อยเป็นแนวปะการังชนิดก้อนและชนิดกิ่งกว้างประมาณ 110 เมตร นอกจากนี้ยังมี ปะการังดอกเห็ด  ปะการังมูมเมอแรงปะการังมูมเมอแรงและ Herpetoglossa sp. ชายฝั่งด้านเหนือของเกาะช้างน้อยและด้าน ตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะช้างมีแนวปะการังแคบๆ ทอดขนานไปกับแนวชายฝั่งไปจนถึงหัวแหลมสับปะรด และมีปะการังอยู่เล็กน้อยรอบๆ หินขี้ช้าง มีปะการังโขดอยู่มากกว่าชนิดอื่นๆ แต่มีความหนาแน่นต่ำ

แนวปะการังในบริเวณเกาะง่าม ซึ่งอยู่ในปากอ่าวสลักเพชรทางใต้ของเกาะช้าง เป็นแนวปะการังซึ่งเกิดตรง กับหาดที่เชื่อมเกาะสองเกาะเข้าด้วยกัน แนวปะการังกว้างประมาณ 50 เมตร มีปะการังชนิดก้อนมากที่สุด สำหรับ แนวปะการังในบริเวณเกาะรังกว้างประมาณ 120 เมตร และอยู่ห่างจากชายฝั่ง 25-80 เมตร มีปะการัง Acropora ชนิดเขากวางเป็นจำนวนมากที่สุด และยังมีปะการัง leptoseris scrabaซึ่งเป็นปะการังที่หายากในอ่าวไทย ส่วนทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือมีแนวปะการังกว้าง 170 เมตร เป็นปะการังโขด Montipora digitata ปะการังเขากวาง และปะการังก้อนหลายชนิด แนวปะการังบริเวณนี้มีความสมบูรณ์ และสวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของชายทะเลฝั่งตะวันออก นอกจากนี้ยังมีแนวปะการังบริเวณเกาะหวาย เกาะเหลายา เกาะกระ เกาะหยวก เกาะมันนอก เกาะคลุ้ม เกาะขาม และบริเวณเรือรบหลวงชลบุรี และเรือรบหลวงสงขลาที่จม อยู่ใกล้บริเวณอ่าวสลักเพชร ส่วนใหญ่เป็นปะการังก้อนและปะการังเขากวางสัตว์น้ำอื่นที่พบในบริเวณอุทยานแห่งชาติ ได้แก่ ปลากระดี่ทะเล ปลาผีเสื้อแปดเส้น ปลาผีเสื้อปากยาว ปลาสินสมุทร ปลากะรังจุดขาว ปลากระเบนทอง ปลาแป้น ปลาทู ปลาแมว หอยชักตีน หอยมือเสือ ดอกไม้ทะเล ดาวทะเล และกัลปังหา เป็นต้น

ระบบความสัมผัสในการอาศัยอยู่ร่วมกันของสิ่งมีชีวิตบริเวณชายฝั่งทะเลกับสภาพแวดล้อม

ซึ่งเป็นระบบที่เกื้อกูลมวลชีวิตชาวไทยมาช้านาน เนื่องจากเป็นระบบความสัมผัสในการอาศัยอยู่ร่วมกันของสิ่งมีชีวิตบริเวณชายฝั่งทะเลกับสภาพแวดล้อมในบริเวณชายฝั่ง  ซึ่งสิ่งมีชีวิตนั้นก็รวมตั้งแต่สิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ   เช่น  จุลินทรีย์ที่ช่วยในการย่อยสลาย  แพลงตอนที่เป็นอาหารของกุ้ง  ปลา  ต้นโกงกาง  ต้นแสม  หญ้าทะเล  ไม้ชายฝั่ง  เป็นแหล่งอาศัยและแหล่งอาหารของสัตว์น้อยใหญ่ที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งและยังรวมไปถึงมนุษย์ซึ่งเป็นผู้บริโภคผลิตผลจากทะเลรวมทั้งกิจกรรมการดำรงชีวิตที่เกี่ยวโยงกับชายฝั่งทะเล ป่าชายหาด  ป่าชายเลน  แนวปะการัง  หญ้าทะเล  สาหร่ายทะเล  พะยูน  ตลอดจนสรรพสิ่งในท้องทะเลทั้งมวลล้วนก่อให้เกิดระบบนิเวศชายฝั่ง  ที่มีความสัมพันธ์อย่างสลับซับซ้อน  ความอุดมสมบูรณ์ของสิ่งหนึ่งเกื้อกูลให้สิ่งหนึ่งดำรงอยู่ได้  ในทำนองเดียวกันความเสื่อมโทรมของสิ่งหนึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศชายฝั่ง

การมีป่าชายหาด  ป่าชายเลน  เป็นแนวกั้นระหว่างบกกับทะเล  มีแนวหญ้าทะเล  สาหร่ายทะเล  แนวปะการังในท้องทะเลประกอบกันเป็นระบบนิเวศชายฝั่งเป็นที่เกิดที่อยู่อาศัย และขยายพันธุ์ของสัตว์น้ำนานาชนิดทำให้ทะเลอุดมสมบูรณ์และมีความงดงามตามธรรมชาติ ความสำคัญของชายฝั่งทะเลของประเทศไทยก็คือ  เป็นแหล่งทรัพยากรอุดมสมบูรณ์มีคุณค่าด้านนิเวศวิทยาและเศรษฐกิจ  อาทิเช่น  ทรัพยากรประมง  แร่ธาตุ  ป่าชายเลน  ปะการัง  หญ้าทะเล และสาหร่าย ส่วนด้านการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจและสังคม  ได้แก่  การเกษตรกรรม  การทำเหมืองแร่ การท่องเที่ยว  การอุตสาหกรรมชุมชน  การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง  การประมง  ทั้งในระดับพาณิชย์และพื้นบ้าน  รวมทั้งด้านสุนทรียภาพ  ได้แก่  หาดทราย  หาดหิน  ทะเลสาบน้ำเค็ม  หน้าผาริมทะเล  ถ้ำลอด และเกาะแก่งต่าง ๆ

ชายฝั่งทะเลของประเทศไทย  มีความยาวทั้งสิ้น 2,614 กิโลเมตร  ครอบคลุมพื้นที่ 24 จังหวัด  เป็นระบบนิเวศ์พื้นฐานสำคัญที่จะทำให้เกิดความสมดุลในระบบนิเวศย่อยอื่น ๆ  อาทิ  ระบบนิเวศชายฝั่งดำเนินไปอย่างสมดุลตามความสัมพันธ์ที่ธรรมชาติสร้างไว้  มนุษย์ก็จะได้ผลตอบแทนจากชายฝั่งอย่างยั่งยืนตลอดไป  แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ธรรมชาติเหล่านี้  มักจะถูกบุกรุกทำลายอยู่เป็นประจำจากผู้ที่ไม่รู้ซึ้งถึงคุณค่าเห็นแต่ประโยชน์ของตนแต่ฝ่ายเดียว  รวมทั้งการพัฒนาด้านต่าง ๆ ที่ไม่คำนึงถึงความเสียหาย  อันอาจเกิดขึ้นกับธรรมชาติที่ไม่สามารถเคลื่อนไหว และง่ายต่อการถูกทำลายดังเช่นชายฝั่งทะเล เพื่อให้สามารถทำความเข้าใจและแยกแยะได้ถึงองค์ประกอบและลักษณะทางธรรมชาติต่าง ๆ  ที่พบได้ในระบบนิเวศชายฝั่งของไทย

เทคโนโลยีสารสนเทศสำหรับเพื่อการศึกษาโลกใต้ทะเล


สภาพแวดล้อมชายฝั่งและระบบนิเวศใต้ทะเลของโลกมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นซึ่งส่งผลกระทบให้เห็นได้ชัดเจน เช่น ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ระบบนิเวศปะการังทั่วโลกเสื่อมโทรมลงในอัตราเร็วที่ไม่เคยมีมาก่อน การรบกวนที่มีผลกระทบต่อแนวปะการัง มีที่งเป็นผลมาจากฝีมือมนุษย์และมาจากเหตุการณ์ธรรมชาติ แนวปะการังที่เสื่อมโทรมอย่างรวดเร็วในช่วงปัจจุบันนั้นส่วนใหญ่แล้วเป็นผลมาจากฝีมือมนุษย์ (การใช้ประโยชน์แนวปะการังมากเกินควร เช่น การตกหรือจับปลา การท่องเที่ยว การเพิ่มขึ้นของตะกอนและสารอาหารที่เข้ามาสู่แนวปะการัง) รวมทั้งเหตุการณ์ธรรมชาติที่ทำให้แนวปะการังเสื่อมโทรม ประกอบด้วย พายุ น้ำท่วม อุณหภูมิสูงและต่ำมากเกินไป ปรากฎการณ์แอลนิโญ การโผล่พ้นน้ำจากการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำหรือกระแสลม เหตุการณ์ผู้ล่าระบาด (เช่น เม่นทะเลที่กินปะการัง) และการระบาดของโรคปะการัง ซึ่งในมิตินี้เองก็ทำให้สภาพการเปลี่ยนแปลงของแนวปะการังเป็นตัวชี้วัดที่มีประสิทธิภาพต่อการศึกษาวิจัยการเปลี่ยนของสภาพแวดล้อมชายฝั่งและใต้ทะเล

ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีแนวปะการังที่สวยงามหลายจุดทั้งฝั่งอ่าวไทย และฝั่งอันดามัน ผลผลิตและความหลากหลายทางชีวภาพที่สูงมากของแนวปะการังรองรับการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจและสังคม สัตว์ทั้งหลาย (รวมทั้งมนุษย์) พึ่งพาแนวปะการังเป็นที่หลบภัย เป็นแหล่งอาหารและเป็นที่อยู่อาศัย ปัญหาการตายของแนวปะการังเป็นปัญหาจริงๆ และถ้าทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดนี้ได้สูญหายไปจากโลกนี้คงมีผลกระทบต่อมวลมนุษย์สุดที่จะประเมินได้ ดังนั้นเรามีความจำเป็นที่ต้องเฝ้าติดตามการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับปะการังเหล่านี้เพื่อการจัดการอย่างเข้าใจ และอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลที่อุดมสมบูรณ์นี้ไว้

สถาบันการศึกษาต่างๆ ก็ให้ความสนใจที่จะศึกษา เก็บข้อมูลสภาพแวดล้อมของแนวปะการัง แต่การศึกษาวิจัยเชิงนิเวศจำเป็นต้องมีการติดตาม และบันทึกข้อมูลเป็นระยะเวลานานอย่างต่อเนื่อง แต่เนื่องด้วยงบประมาณ กำลังคน และเครื่องมืออุปกรณ์ที่จำกัด ทำให้การศึกษาและติดตามการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมส่วนใหญ่แล้วมักจะประสบปัญหาในด้านความครอบคลุมเชิงพื้นที่ ความสมบูรณ์กับคุณภาพและความต่อเนื่องของข้อมูล ในปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศก็มีบทบาทมากขึ้น เช่น การวางเซนเซอร์ทิ้งไว้ในพื้นที่ศึกษาเพื่อเก็บข้อมูลกายภาพที่ต้องการก็จะลดการใช้บุคลากรลงไปได้บ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็ยังมีข้อจำกัดที่จะต้องไปเก็บตัวอย่างทุกๆ 2-3 เดือน ทำให้ข้อมูลที่ได้ไม่ Real-time หรือขาดตอนไปบ้างหากไม่สามารถนำกลับมาได้ในช่วงเวลาที่เหมาะสม

ปรากฎการณอุณหภูมิน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้เกิดปะการังฟอกขาวไปมากกว่า 60 ประเทศทั่วโลกในปี 1998 และในปี 2010 นี้ทำให้เราต้องทำความเข้าใจรูปแบบของอุณหภูมิและการตอบสนองของปะการังต่ออุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงไป การสร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์เพื่อให้เข้าใจถึงผลกระทบของภาวะโลกร้อนต่อการเกิดปะการังฟอกขาวก็เป็นส่วนหนึ่งของการเข้าใจปัญหา การเก็บข้อมูลทางกายภาพของสิ่งแวดล้อมเป็นหนทางเดียวที่ช่วยในการพัฒนาแบบจำลองทางคณิตศาสต์ที่ถูกต้องแม่นยำมากขึ้น การเก็บข้อมูลในบริเวณและเวลาที่มีภายใต้งบประมาณที่มีอยู่นี้เป็นเรื่องยาก การติดตั้งเซนเซอร์วัดอุณหภูมิน้ำทะเลและแสงตามจุดต่างๆ และสถานีตรวจวัดอากาศอัตโนมัติ ทำให้เรามีข้อมูลอยู่ระดับหนึ่ง แต่ค่าใช้จ่ายและการใช้กำลังคนไปเก็บข้อมูลสำหรับการติดตามศึกษาระยะยาวค่อนข้างสูงมาก สถาบันทางทะเลหลายๆ แห่งทั่วโลกได้ศึกษาหนทางที่จะใช้เทคโนโลยีใหม่ที่จะเข้าไปติดตามสภาพแวดล้อมจากระยะไกล

เปิดตาเปิดใจเรียนรู้กันที่พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเกาะและทะเลไทย

ความสวยงามเกาะแสมสาร อ. สัตหีบ จ. ชลบุรีใช่จะมีแค่ทะเลสีฟ้าใส ไปเปิดตาเปิดใจเรียนรู้กันที่พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเกาะและทะเลไทยซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขาหมาจอ อ. สัตหีบ จ. ชลบุรี กันสักหน่อย

กองทัพเรือจัดตั้งพิพิธภัณฑ์นี้ขึ้นเพื่อเป็นสื่อในการสร้างความรู้ความเข้าใจและปลูกจิตสำนึกให้เกิดแก่เยาวชนตามแนวทางพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ ที่เกาะแสมสาร บนเนื้อที่ราว 16 ไร่ของพิพิธภัณฑ์ฯ มีอาคารแห่งการเรียนรู้ให้คุณเข้าชมถึง 5 อาคารด้วยกัน โดยต้องเดินไต่ระดับขึ้นไปเรื่อยๆ ตั้งแต่อาคารที่ 1 บริเวณเชิงเขา จนถึงอาคารที่ 5 ณ ยอดเขาหมาจอ ซึ่งเป็นจุดที่สูงที่สุด ประมาณ 100 เมตรจากระดับน้ำทะเลอ๊ะ ! อย่าเพิ่งถอดใจ บนยอดเขามีทีเด็ดรออยู่ พร้อมแล้วไปกันเลย !

อาคารที่ 1 เทิดพระเกียรติมหาราช  จัดแบ่งเป็น 2 ส่วน  ส่วนแรกนำเสนอถึงที่มาของโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชฯ และพระราชปณิธานของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ในฐานะที่ทรงเป็น ”เจ้าฟ้านักอนุรักษ์”  ส่วนที่ 2 จัดแสดงความสัมพันธ์ระหว่างหิน ดิน และชีวิต บอกเล่าเรื่องราวของฟอสซิลหรือซากดึกดำบรรพ์ที่คณะสำรวจของโครงการฯ ค้นพบในจังหวัดต่างๆ และฟอสซิลจากท้องทะเลของไทย เช่น เปลือกหอย ปะการัง ซึ่งจะทำให้เข้าใจถึงระบบนิเวศทางทะเล และความเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำทะเลที่ส่งผลต่อภูมิศาสตร์ในปัจจุบัน เดินต่อมาตามเส้นทางก็จะเข้าสู่  อาคารที่ 2 ปวงปราชญ์ร่วมรวมใจ  ในส่วนนี้คุณจะได้รู้จักกับระบบนิเวศของป่าชนิดต่างๆ ซึ่งจะทำให้ทึ่งไปกับความหลากหลายทางชีวภาพของป่าดงดิบ ป่าผลัดใบ ป่าดึกดำบรรพ์ และป่าชายเลน อีกทั้งพันธุ์พืชที่ถูกค้นพบเฉพาะในประเทศไทยตามเกาะต่างๆ  นอกจากนี้ยังจะได้เข้าไปอยู่ในอาณาจักรของผู้ย่อยสลายในธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นปลวก เห็ด รา จุลินทรีย์ดิน สัตว์หน้าดิน หรือสัตว์ในดิน ซึ่งสัตว์ตัวเล็กๆ เหล่านี้คือหนึ่งในห่วงโซ่อาหาร เป็นกระบวนการหมุนเวียนพลังงานที่ก่อให้เกิดความสมดุลในระบบนิเวศ  เราเดินศึกษาแล้วก็ทึ่งเหลือประมาณ-ตัวเล็กจ้อยแต่หน้าที่ไม่เล็กเลยละ

ออกจากอาคารที่ 2 เดินลัดเลาะไปตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติสู่อาคารที่ 5 กันต่อ  หลายคนคงแอบสงสัยว่า เราใช้ทางลัดผ่านอาคารที่ 3 และ 4 ไปเพื่อย่นระยะทางหรือ  ความจริงคือ 2 อาคารดังกล่าวอยู่ในช่วงกำลังปรับปรุง เราจึงไต่เขามุ่งหน้าสู่อาคารที่ 5 กันเลย  ระยะทางสู่อาคารที่ 5 อาจทำให้คุณเสียเหงื่อเล็กน้อย เพราะเส้นทางเริ่มชันขึ้นเรื่อยๆ ตามแนวเขาที่สูงขึ้น ทว่าความสวยงามตลอดเส้นทาง ความเขียวขจีของไม้นานาพรรณ ก็ราวกับช่วยเพิ่มแรงเพิ่มออกซิเจนให้ก้าวเดินได้ไม่อ่อนแรง แถมเพลิดเพลินเมื่อแวะพักที่จุดชมทิวทัศน์ที่มีอยู่เป็นระยะๆ แม้เราต่างได้ยินเสียงเหนื่อยหอบของเพื่อนร่วมกลุ่มขณะมาถึงหน้าอาคารที่ 5 แต่ก็อย่างที่เอ่ยไว้เมื่อต้นเรื่อง ว่ามีทีเด็ดรออยู่บนยอดเขา ฉับพลันที่เห็นภาพตรงหน้า  พวกเราจึงลืมอาการเหนื่อยหอบไปสิ้น- -เกาะแสมสารทั้งเกาะ รวมถึงชุมชนแสมสารทั้งชุมชน ตั้งอยู่กลางท้องทะเลอ่าวไทยที่สดสวยไม่ต่างจากทะเลอันดามัน  จากจุดชมทิวทัศน์ที่จำลองเป็นหัวเรือหน้าอาคารนี้ พาให้เรารู้สึกประหนึ่งกำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่กลางทะเลเลยทีเดียว

ชมทิวทัศน์จากมุมสูงจนอิ่มตาอิ่มใจแล้ว พวกเราก็เข้าไปชมใน อาคารที่ 5 พิทักษ์ศักยภาพทะเลไทย กันต่อ  ภายในจัดแสดงในรูปแบบแสง สี เสียง เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับหน้าที่ความรับผิดชอบต่างๆ ของกองทัพเรือในอันที่จะรักษาอธิปไตยของชาติทางทะเล รวมทั้งการเข้าร่วมในโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ ก่อนกลับเราออกมายืนรับลมทะเลที่หัวเรือจำลองอีกครั้ง  ภาพเบื้องหน้าช่างสวยงามจับใจ และนี่คือสมบัติอันล้ำค่าที่เราต้องร่วมกันอนุรักษ์  ความรู้สึกนี้คงเป็นเฉกเช่นเดียวกับกองทัพเรือซึ่งประกาศก้องทั่วท้องทะเลไทยว่า ”ยามศึกเรารบ ยามสงบเรารักษ์”