สิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเลลึกที่ควรแก่การรักษาไว้

หลายๆ คนอาจคิดว่าโลกยุคปัจจุบันมีสิ่งมีชีวิตหลงสำรวจอยู่น้อยเต็มที นั่นเป็นความเข้าใจผิด เพราะ ยังมีสิ่งมีชีวิตที่มนุษย์ ยังไม่เคยเห็นอีกมากมาย โดยเฉพาะใต้ท้องทะเลลึก พื้นผิวโลกเป็นมหาสมุทรถึง 70% และมีความลึกโดยเฉลี่ย 4 กิโลเมตร เมื่อเปรียบเทียบกับที่อื่นๆ แล้วใต้ท้องทะเลลึกเป็นบริเวณ ที่หนาวเย็นมืดทึบและมีออกซิเจนน้อย สภาพแวดล้อมจึงเอื้อ ต่อการมีชีวิตน้อยมาก แต่ที่นี่กลับมีสิ่งมีชีวิต ที่หลากหลายและมีรูปลักษณ์แปลกๆ ท้องทะเลลึกมีสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ ไปจนถึงขนาดเล็ก ตั้งแต่วาฬสเปิร์ม ปลาหมึกยักษ์ อาร์ชิทิวทิส ขนาด 13 เมตร ปลาหมึกยักษ์คอลอสซอล ขนาด 15 เมตร ปลาฉลามสลีปเปอร์ ไปจนกระทั่งถึง ปะการัง ปลาหมึกขนาดเล็ก หนอน และแบคทีเรีย

ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์นานาชาติกว่า 70 ประเทศ กำลังสำรวจสิ่งมีชีวิตในมหาสมุทร ตั้งแต่ขั้วโลกเหนือ ถึงขั้วโลกใต้ เพื่อทำฐานข้อมูลตามโครงการ “Census of Marine Life” (CoML) ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ปี 2000 การสำรวจสิ่งมีชีวิต ในมหาสมุทรครั้งใหญ่นี้ จะใช้ระยะเวลา 10 ปี เพื่อประเมินและอธิบายความหลากหลาย การกระจายและความอุดมสมบูรณ์ ของสิ่งมีชีวิต ในมหาสมุทร ทั้งในอดีตปัจจุบันและ อนาคต ก้นทะเลลึกมีความลึกลับหลายอย่างที่มนุษย์เพิ่งจะรู้ ไม่น่าเชื่อว่าจะมีสัตว์ทะเล อาศัยอยู่ในบริเวณปล่องน้ำพุร้อน (Hydrothermal vent) (ส่วนใหญ่อยู่ในระดับความลึก 2,100 เมตร) ซึ่งอุดมไปด้วยแร่เหล็กและกำมะถัน ทว่าที่นี่เป็นที่อยู่ของสัตว์หลายชนิด เช่น แบคทีเรีย หอยกาบ ปลารูปร่างประหลาด และ หนอนซึ่งมีลำตัวยาวมากกว่า 2 เมตร สัตว์ขนาดเล็กที่นี่มีประโยชน์ต่อมนุษย์ นักวิทยาศาสตร์หวังว่า จะผลิตยาจากสัตว์เล็กๆ เหล่านี้รวมถึงผลิตภัณฑ์อื่นๆ ด้วย ก้นทะเลลึกยังเป็นแหล่ง ที่อยู่อาศัยของปะการัง เมื่อไม่นานมานี้ นักวิทยาศาสตร์ค้นพบ ปะการังในเขตหนาว ซึ่งอยู่ลึกถึง 6,000 เมตร และมีอุณหภูมิของน้ำเพียง 2 องศาเซลเซียส เท่านั้น ซึ่งต่างจากปะการัง ในเขตร้อนซึ่งอยู่ในน้ำตื้น และ ปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ ได้พบปะการังน้ำลึก ตั้งแต่ไอร์แลนด์ไปจนกระทั่ง ถึงนิวซีแลนด์ แต่น่าเสียดายมันกำลัง ถูกทำลาย โดยเรือประมงน้ำลึก เมื่อกลางเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา ได้มีการประชุมนานาชาติ “ชีววิทยาท้องทะเลลึก ครั้งที่ 11 ” ที่เมืองเซาธ์แธมตัน สหราชอาณาจักร การประชุมครั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์ได้นำเสนอ ภาพสัตว์ใต้ทะเลลึก หลายชนิด ซึ่งสัตว์บางชนิดน่าตื่นตาตื่นใจมาก ดังเช่น

หนอนทะเล (Annelid Worm)
หนอนทะเลเป็นสัตว์ที่อยู่ในไฟลัม แอนเนลิดา (Phylum Annelida) ไฟลัมนี้มีหนอนมากถึง 15,000 สปีซีส์ ที่รู้จักกันดีคือ ไส้เดือนและปลิง ในภาพคือหนอนทะเลหนึ่งใน 120 สปีซีส์ ในจีนัส เนออิส (Nereis) คลาสโพลีคีตา (Polychaeta) นักวิทยาศาสตร์พบมันในบริเวณน้ำพุร้อนก้นทะเล ลักษณะเด่นของหนอนชนิดนี้ คือ รูปร่างหน้าตาที่ประหลาดและดูน่าเกลียดน่ากลัว

ปลาหมึกลูกหมู (Piglet Squid)
ปลาหมึกลูกหมูมีชื่อสามัญว่า Deep Sea Cranchid Squid เป็นปลาหมึกขนาดเล็ก อยู่ในจีนัสเฮลิคอเครนเชีย (Helicocranchia) คลาส เซฟาโลโพดา (Cephalopoda) ไฟลัมมอลลัสกา (Phylum Mollusca) นักวิทยาศาสตร์ คาดว่า มีปลาหมึกลูกหมู ในจีนัสเฮลิคอเครนเชีย ประมาณ 14 สปีซีส์ แต่ปัจจุบันรู้จักกันเพียง 3 สปีซีส์ ในภาพเป็น สปีซีส์ pfefferi ปลาหมึกลูกหมู อาศัยอยู่ใต้ทะลึก ถึง 4,000 เมตร ลักษณะเด่นของมันคือ มีรูปร่างหน้าตา คล้ายการ์ตูน หนวดตั้งตรง บนหัวคล้ายกับผม ซึ่งต่างจากปลาหมึกชนิดอื่นๆ และ มีครีบคล้ายใบพัด ที่ปลายลำตัว

ปลาหมึกดัมโบ (Dumbo Octopus)
ปลาหมึกดับโบเป็นปลาหมึกสปีซีส์ สโตทูธีส ไซเทนซิส Stauroteuthis syrte หนึ่งในสองสปีซีส์ ของจีนีส สโตทูทีส (stauroteuth) จีนัสเดียวในแฟมิลี สโตทูไทได (Stauroteuthidae) คลาสเซฟาโลโพดา ไฟลัมมอสลัสกา มัน มีรูปร่างคล้ายระฆัง ลักษณะเด่นคือ มีตุ่มหรือ หน่อจำนวนมาก อยู่ที่หนวดหรือแขน ซึ่งผลิตแสงสว่างได้ และ มีหูคล้ายครีบ อยู่เหนือดวงตา

ในปี 2009 ซึ่งจะสามารถสำรวจก้นทะเลได้ครอบคลุมถึง 99% นักวิทยาศาสตร์คาดว่า ยานสำรวจใต้น้ำในอนาคตอันใกล้นี้จะเคลื่อนที่เหมือนเครื่องบินเจ็ท บางชนิดจะเคลื่อนที่ได้เหมือนปลา และนักวิทยาศาสตร์จะสามารถสร้างเครือข่ายหุ่นยนต์สำรวจใต้น้ำรวมทั้งห้อง แล็บอัตโนมัติที่ก้นทะเลลึกได้ด้วย ซึ่งจะทำให้มนุษย์สามารถศึกษาสิ่งมีชีวิตในทะเลลึกได้มากขึ้นกว่าที่เป็น อยู่หลายเท่าตัว ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์สามารถเก็บตัวอย่างสิ่งมีชีวิตบริเวณก้นทะเลได้เพียง 1% เท่านั้น

หยุดเติมสารพิษลงสู่ท้องทะเล วิธีรักษาท้องทะเล

ทะเลของเราทุกวันนี้กำลังตกอยู่ในปัญหา ประชากรปลาของโลกลดลงไปถึงเกือบร้อยละ 90 ปะการังทั่วโลกตายไปถึงหนึ่งในสาม เขตมรณะในมหาสมุทธ หรือ Dead Zone ขยายพื้นที่ไปตามบริเวณต่างๆทั่วโลก แม้ว่าสถานการณ์ในตอนนี้จะอยู่ในขั้นวิกฤติ แต่ก็ยังมีอีกหลายๆ เหตุผลที่ทำให้มนุษยชาติยังคงมีความหวังในการที่จะหาทางแก้ไขปัญหา และกู้มหาสมุทรของเรากลับคืนมา

มลภาวะทางทะเลมีหลายรูปแบบ ตั้งแต่น้ำมันหลายล้านแกลลอนที่รั่วไหลมาจากถนนหนทาง จนถึงแพขยะใหญ่แปซิฟิก แต่มลพิษที่เลวร้ายที่สุดคือ ก๊าซไนโตรเจนและสารฟอสฟอรัสที่มาจากปุ๋ยและสิ่งปฏิกูล เมื่อก๊าซและสารเหล่านั้นถูกชะล้างไหลลงสู่ทะเลชายฝั่งสาหร่ายทะเลเมื่อได้รับก๊าซและสารเหล่านั้นก็จะเติบโตอย่างหนาแน่น เมื่อสาหร่ายตายและย่อยสลายก๊าซออกซิเจนในน้ำจะถูกดึงนำมาใช้ และทำให้สัตว์น้ำขาดออกซิเจนและตายไป ปรากฏการณ์นี้มีชื่อว่า “ปรากฏการณ์น้ำทะเลเปลี่ยนสี” หรือ “Eutrophication” ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ก่อให้เกิดเขตมรณะอย่างน้อย 450 แห่งทั่วโลก

สิ่งปฏิกูลจากมนุษย์เป็นสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดปรากฏการณ์น้ำทะเลเปลี่ยนสีในประเทศที่กำลังพัฒนา แต่ในประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศในทวีปยุโรป และสาธารณะรัฐประชาชนจีน สิ่งปฏิกูลจากสัตว์และปุ๋ยเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด เฉพาะในเขตสหรัฐฯ ไก่จำนวน 10 ล้านตัว โค 80 ล้านตัวและสุกร 149 ล้านตัว ผลิตมูลสัตว์จำนวน 500 ล้านตันต่อปี นอกจากนี้ ยังมีการใช้ปุ๋ยสังเคราะห์อีก55 ล้านตัน ปฏิกูลและปุ๋ยเหล่านี้จะถูกชะล้างลงสู่พื้นที่ลุ่ม ผลที่เกิดขึ้นคือเขตมรณะที่ใหญ่ที่สุดของโลกเริ่มแผ่ขยายจากปากแม่น้ำมิซซิสซิปปี้ โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อน ซึ่งเป็นช่วงฤดูเกษตรกรรมในเขตตะวันออกกลางของสหรัฐฯ เขตมรณะอาจจะขยายใหญ่ได้เท่ากับรัฐนิวเจอร์ซีย์

กระบวนการผันกลับเดียวกันสามารถเกิดขึ้นได้โดยที่ไม่ต้องมีประเทศใดล่มสลาย การพัฒนาระบบบำบัดน้ำเสีย และข้อจำกัดต่างๆ ในการใช้ปุ๋ยจากมูลสัตว์สามารถช่วยได้ อีกสิ่งหนึ่งที่สามารถช่วยได้มากคือการไถพรวน ในช่วงเวลากว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา เกษตรกรได้ใช้วิธีการทำการเกษตรแบบไม่ต้องไถพรวน ในเขตพื้นที่เกษตรกรรมร้อยละ 36 ของพื้นที่ทั้งหมดในสหรัฐฯเกษตรกรปล่อยให้โคนต้นไม้และรากไม้จากฤดูเกษตรในปีก่อนไว้ในพื้นที่ จากนั้นหว่านเมล็ดพืชด้วยเครื่องหว่านเมล็ดพืชรุ่นใหม่ และฝั่งปุ๋ยใต้ผิวดินด้วยเครื่องฉีดปุ๋ยแบบใหม่ ด้วยวิธีนี้ เกษตรกรช่วยลดปริมาณการปล่อยสารฟอสฟอรัสถึงร้อยละ 40 ก๊าซไนโตรเจนถึงร้อยละ 98 ประหยัดการใช้พลังไปได้ถึงครึ่งหนึ่ง

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับภัยเงียบใต้ท้องทะเลกับแนวปะการังฟอกขาว

ปะการังฟอกขาว เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติซึ่งเป็นผลกระทบต่อเนื่องมาจากปรากฏการณ์ El Nino ส่งผลให้ปะการังชนิดต่าง ๆ รวมถึงสิ่งมีชีวิตในแนวปะการังอีกหลายชนิด เช่น ดอกไม้ทะเล หอยมือเสือ และอื่นๆ มีสีซีดลง ซึ่งปะการังและสิ่งมีชีวิตในแนวปะการังชนิดที่จะเกิดการฟอกขาวได้นั้น จะมีลักษณะการดำรงชีวิตแบบพึ่งพาอาศัยกับสาหร่ายเซลล์เดียวขนาดเล็กที่ชื่อ ซูแซนเทลลี่ (Zooxanthellae) ทั้งนี้การฟอกขาวจึงเกิดขึ้นจากการสูญเสียสาหร่ายเซลล์เดียวขนาดเล็กที่อาศัยอยู่ในเนื้อเยื่อชั้นในของปะการัง ซึ่งทำหน้าที่สังเคราะห์แสง สร้างพลังงานและสร้างสีสันให้กับร่างที่มันอาศัยเพื่อช่วยในการป้องกันเนื้อเยื่อของสัตว์ที่มันอาศัยอยู่ไม่ให้ถูกเผาโดยรังสีจากดวงอาทิตย์ เนื่องจากสาหร่ายเซลล์เดียวชนิดดังกล่าวผลิตออกซิเจนในปริมาณมากเกินไป จะทำให้ออกซิเจนเหล่านั้นเป็นพิษต่อปะการัง ด้วยเหตุนี้ปะการังจึงต้องปรับตัวโดยการขับสาหร่ายออกมาเพื่อลดปริมาณออกซิเจน ทำให้เกิดการซีดขาวและตายลงได้ในที่สุด ปะการังเหล่านั้นจะเหลือเพียงเนื้อเยื่อใส ๆ เผยให้เห็นสีขาวของหินปูนซึ่งเป็นโครงสร้างของปะการัง สาเหตุที่ก่อให้เกิดปรากฏการณ์แนวปะการังฟอกขาวเป็นวงกว้างทั่วโลก มักเกิดจากการที่อุณหภูมิน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นกว่าระดับอุณหภูมิสูงสุดตามภาวะปกติ และมีสาเหตุส่วนใหญ่มาจากการที่สภาพภูมิอากาศของโลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น ส่งผลให้น้ำทะเลมีอุณหภูมิสูงขึ้นตามไปด้วย ถึงแม้ปะการังแม้จะอยู่ใต้ทะเลแต่พังหรือเสื่อมสลายไปก็จะทำให้ถิ่นที่อยู่อาศัยของปลาทะเลน้อยใหญ่หมดสิ้นไป ห่วงโซ่อาหารขาดตอน การขยายพันธุ์ไม่สามารถทำได้ ซึ่งจะส่งผลให้การหาอาหารทะเลเป็นไปได้ยากขึ้น และจะนำมาซึ่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพ การตลาด และเศรษฐกิจ

ดังนั้นสิ่งที่ควรดำเนินการเป็นอันดับแรกสำหรับพื้นที่ที่เกิดการฟอกขาวของปะการัง คือ การจัดการคุณภาพน้ำควบคู่ไปกับการเพิ่มความระมัดระวังในการใช้ประโยชน์จากแนวปะการังที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อช่วยการฟื้นฟูตัวของปะการังให้กลับคืนมาโดยเร็ว โดยจะต้องมีการร่วมมือกันกับทุกฝ่าย ร่วมทั้งผู้ประกอบการธุรกิจดำน้ำและนักดำน้ำที่สนใจการอนุรักษ์ปะการัง โดยจัดทำเครือข่ายการมีส่วนร่วมในการแจ้งเตือนและรายงานสถานการณ์ปะการังฟอกขาวในทุกพื้นที่ เพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหาปะการังฟอกขาวอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

แนวโน้มของเทคโนโลยี และความมั่นคงทางทะเลต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์


ทะเลนับเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์ของประเทศอย่างมาก โดยแต่ละประเทศมีการใช้ทะเลในลักษณะต่างๆ เช่น ใช้เป็นเส้นทางคมนาคม เป็นแหล่งกำเนิดสมุททานุภาพ (SEA POWER) เป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งมีชีวิตและไม่มีชีวิต เป็นแหล่งเพาะพันธ์สัตว์น้ำและแพร่กระจายสัตว์น้ำ เป็นที่แสดงอำนาจ/ขีดความสามารถของกำลังของประเทศ เป็นที่สะสม ซ่อนพราง และทดลองอาวุธ เป็นแหล่งท่องเที่ยวและเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ เป็นแหล่งอากาศบริสุทธิ์  เป็นแหล่งทิ้งของเสีย ซึ่งในส่วนของประเทศไทยได้รับผลประโยชน์ที่เกิดจากทะเลสูงถึงปีละ 7.4 ล้านล้านบาท

การศึกษาปรากฏการณ์ธรรมชาติทางทะเลและรูปแบบการพัฒนาและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเลและการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมทางทะเลที่มีการใช้ความหลากหลายของวิธีการทักษะและอุปกรณ์โดยทั่วไป มหาสมุทรพลังงานการพัฒนาทรัพยากรและการใช้ประโยชน์ของมหาสมุทรและการเปลี่ยนแปลงของโลกสิ่งแวดล้อมทางทะเลและการศึกษาระบบนิเวศของมนุษย์รักษาความอยู่รอดและการพัฒนาของพวกเขาที่จะขยายพื้นที่อยู่อาศัยใช้ประโยชน์จากทรัพยากรล่าสุดนี้สมบัติที่อุดมไปด้วยโลกของการปฏิบัติมากที่สุด ทางเดิน ทางทะเลการพัฒนาต้องได้รับช่วงใหญ่ถูกต้องของข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมทางทะเลที่จำเป็นสำหรับการสำรวจก้นทะเลการสุ่มตัวอย่างการก่อสร้างใต้น้ำและอื่น ๆ เพื่อให้บรรลุงานเหล่านี้คุณจะต้องให้การสนับสนุนในช่วงของการพัฒนาเทคโนโลยีทางทะเลรวมทั้งทะเลลึกการสำรวจการดำน้ำทะเลระยะไกลทางทะเลนำทาง

การแปรสภาพลงไปในมหาสมุทรน้ำจืดจะกลับไม่ได้ การขาดแคลนทรัพยากรน้ำจืดในตะวันออกกลางใส่มานานหลายทศวรรษที่ผ่านมากลั่นน้ำทะเลเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพของการได้รับทรัพยากรน้ำจืด ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นอย่างแข็งขันสร้างโรงงานกลั่นน้ำทะเลเพื่อตอบสนองคนในปัจจุบันและความต้องการในอนาคตสำหรับน้ำจืด ทั่วโลกรวมเกือบ 8,000 โรงกลั่นน้ำทะเลที่ผลิตประจำวันมากกว่า 6 พันล้านลูกบาศก์เมตรของน้ำจืด เมื่อเร็ว ๆ นี้ oceanographers รัสเซียสอบสวนเพื่อระบุที่ด้านล่างของมหาสมุทรของโลกที่ยังมีความอุดมสมบูรณ์มากในน้ำจืดและเงินสำรองของ บริษัท ประมาณ 20% ของน้ำทั้งหมด มันเป็นมนุษย์ในการแก้วิกฤติน้ำจืดที่แสดงให้เห็นถึงอนาคตที่สดใส

ลึกของท้องทะเล
ลึกหมายถึงความลึกมากกว่า 6,000 เมตรจากน้ำทะเล ความลึกกว่า 6,000 เมตรในโลกมี 30 สถานที่คูน้ำที่พื้นมหาสมุทรในมหาสมุทรแปซิฟิกกว่า 20, ความลึกของร่องลึกบาดาลมาเรียนา 11,000 เมตรเป็นน่านน้ำที่ลึกที่สุดเท่าที่เคยพบ สำรวจทะเลลึกสำหรับการวิจัยระบบนิเวศในทะเลลึกและการใช้ประโยชน์เช่นเดียวกับการทำเหมืองแร่ในทะเลลึกโครงสร้างทางธรณีวิทยาของการวิจัยในทะเลลึกทั้งหมดที่มีความสำคัญสำคัญมาก มหาสมุทรระยะไกลเทคโนโลยีส่วนใหญ่รวมทั้งแสงไฟฟ้าและข้อมูลอื่น ๆ ที่เป็นผู้ให้บริการข้อมูลและผู้ให้บริการที่มีสองเสียงระยะไกลเทคโนโลยีโอเชี่ยนอะคูสติกเทคโนโลยีมหาสมุทรระยะไกลคือการตรวจสอบวิธีที่มีประสิทธิภาพมาก การใช้เทคโนโลยีการตรวจจับคลื่นเสียงระยะไกลที่สามารถตรวจจับเรือดำน้ำภูมิประเทศปรากฏการณ์แบบไดนามิกทะเลสังเกตสำหรับส่วนการสำรวจชั้นหินใต้ทะเลเช่นเดียวกับการดำน้ำที่มีการนำการหลีกเลี่ยงการชนกันใต้น้ำรูปร่างข้อมูลการติดตาม

มหาสมุทรระยะไกลเป็นเทคโนโลยีที่หมายถึงความสำคัญของการตรวจสอบสิ่งแวดล้อมทางทะเล เทคโนโลยีดาวเทียมระยะไกลโดย leaps และขอบเขตที่จะให้มนุษย์ที่มีช่วงกว้างของการสังเกตทางทะเลจากปรากฏการณ์ดังกล่าวพื้นที่ ขณะนี้สหรัฐอเมริกา, ญี่ปุ่น, รัสเซียและประเทศอื่น ๆ ได้เปิดตัวกว่า 10 ดาวเทียมทุ่มเทดาวเทียมทางทะเลสำหรับเทคโนโลยีมหาสมุทรระยะไกลที่จะให้การสนับสนุนแพลตฟอร์มที่เป็นของแข็ง

ทะเลเรืองแสง ความงามแห่งท้องทะเลยามค่ำคืน

เมื่อมองท้องทะเลจะเห็นว่าน้ำทะเลมีสีต่างๆ กัน เช่น สีเขียว สีน้ำเงิน ซึ่งบางคนบอกว่าเพราะทะเลมีความลึกต่างกัน หรือเกี่ยวกับสัตว์ทะเลบางชนิด ซึ่งสาเหตุที่เรามองเห็นท้องทะเลเป็นสีต่างๆ นั้นเกิดจากสาเหตุใด

มหัศจรรย์แห่งท้องทะเลยามค่ำคืน
แสงสวยงามที่ระยิบระยับตามแนวชายหาดของ มัลดีฟส์ยามค่ำคืนอาจจะเหมือนเป็นแสงจากดวงดาวที่อยู่บนท้องฟ้า แต่ที่จริงแล้ว คือ จุลินทรีย์ทางทะเล หรือ แพลงก์ตอนพืชที่เรืองแสงอยู่ในน้ำนั่นเอง ทำให้เกิดแสงสีน้ำเงินสวยน่าตื่นตาตื่นใจตามชายหาด ส่วน ทะเลเรืองแสง ในทะเลสาบกิ๊ปส์แลนด์ ที่ออสเตรเลีย ที่เปลี่ยนทะเลสาบในยามค่ำคืนให้กลายเป็นทะเลที่ถูกแต้มสีฟ้าเรืองแสงได้อย่างไม่น่าเชื่อเช่นกัน

ทะเลเรืองแสง ที่หมู่เกาะมัลดีฟส์ ที่ถูกบันทึกได้โดย Doug Perrine ซึ่งภาพดังกล่าวเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ ทะเลสีฟ้าเรืองแสงยามค่ำคืนที่ Vaadhoo ซึ่งเป็นหนึ่งในหมู่เกาะในมัลดีฟส์ ส่วน ฟิล ฮาร์ต ช่างภาพชาวออสเตรเลียวัย 34 ปี ที่ใช้โหมดความเร็วชัตเตอร์ต่ำ บันทึกภาพทะเลสาบที่เต็มไปด้วยแพลงก์ตอนเรืองแสง ระหว่างที่เขากำลังสนุกกับเพื่อนในทะเลสาบกิ๊ปส์แลนด์ รัฐวิคตอเรีย ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเป็นทะเลสาบที่มีแพลงก์ตอนอยู่มาก และมักจะเรืองแสงให้เห็นกันมากมายตลอดช่วงค่ำคืน โดยภาพที่เขาถ่ายออกมานั้น ปรากฏเป็นแสงสีฟ้าเรืองออกมาบริเวณผิวน้ำ และมันก็สร้างความน่าทึ่งเป็นอย่างมาก

แสงดังกล่าวนี้เกิดจาก แพลงตอนพืช และสัตว์ขนาดเล็ก ที่เรียกกว่า Bioluminescent Dinoflagellates กว่า 720,000 เซล ต่อน้ำหนึ่งแกลลอน ด้วยการที่แพลงตอนพืช Bioluminescent Dinoflagellates มันจะสะสมพลังงานจากแสงอาทิตย์เอาไว้ในตอน­กลางวัน และจะปล่อยแสงสีน้ำเงินออกมาในตอนกลางคืน เมื่อมีการสั่นสะเทือนของน้ำ ดังนั้นเมือเราสัมผัสหรือทำให้เกิดความเคล­ื่อนไหวของน้ำจึงจะเกิดแสงสีฟ้าเขียวสวยงา­ม